ความรัก .. แท้จริงคือสารเคมี (ในสมอง)
"ความรัก" ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ธรรมชาติฝังไว้ในสมองของสัตว์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ การเลือกคู่ ร่วมเพศ มีบุตร เลี้ยงบุตร หึงหวง ป้องกันภัยให้กัน ให้อาหาร และอะไรอีกมากมายในสังคมของสัตว์และมนุษย์
กลไกการเกิดความรักในร่างกายเรานั้น ไม่ได้เลิศหรูเหมือนกวีและบทกลอน แต่มันคือ "กลไกของธรรมชาติ" ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ในสาขาประสาทวิทยานั้นสามารถอธิบายความรักถูกขับเคลื่อนโดยสารเคมีหลายชนิด เป็นขั้นตอน ดังนี้
1. ช่วงตกหลุมรัก
ช่วงนี้จะกินเวลาประมาณ 2-3 เดือน บางคนอาจสั้นเพียงไม่วันหรืออาจนานกว่านั้น เป็นช่วงที่ทำให้ชีวิตเราผิดเพี้ยนไป ไม่รับรู้ ไม่สนใจสิ่งรอบกาย ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่นั่งฝันเพ้อ ละเมอถึงคนรัก ตดก็ว่าหอม ทำอะไรก็น่ารักไปหมด อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ถูกควบคุมโดยกลุ่มสารสื่อประสาทที่เรียกว่า โมโนอะมิเนส (Monoamines) ซึ่งประกอบด้วย ฮอร์โมน 3 ตัวคือ
1.1 ฮอร์โมนโดพามีน (เป็นสารเคมีที่ช่วยให้สมองตื่นตัว เช่นเดียวกับนิโคตีนและโคเคอีน)
1.2 ฮอร์โมนนอร์เอพิเนฟรีน (หรือรู้จักกันในนามของ อะดรีนาลิน ที่เป็นตัวการทำให้เราเหงื่อแตกและหัวใจเต้นรัวยามตื่นเต้น มีความสุข ซาบซ่าน)
1.3 ฮอร์โมนเซโรโทนิน (หนึ่งในสารสำคัญที่ทำให้เราเกิดอาการ…ซึม..เศร้า..เหงา..เพราะรัก)
1.2 ฮอร์โมนนอร์เอพิเนฟรีน (หรือรู้จักกันในนามของ อะดรีนาลิน ที่เป็นตัวการทำให้เราเหงื่อแตกและหัวใจเต้นรัวยามตื่นเต้น มีความสุข ซาบซ่าน)
1.3 ฮอร์โมนเซโรโทนิน (หนึ่งในสารสำคัญที่ทำให้เราเกิดอาการ…ซึม..เศร้า..เหงา..เพราะรัก)
2. ช่วงผูกพัน
หลังช่วงตกหลุมรัก โดยส่วนใหญ่คนที่ชินกับฮอร์โมนในช่วงนั้นจะโบกมือลากันไป เพราะเข้าใจผิดว่าคนๆนี้ไม่ใช่ เนื่องจากไม่ตื่นเต้นจิ๊ดจ๊าดซาบซ่านเหมือนช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อะไรๆก็เริ่มปรากฏความจริง ไอ้ที่ว่าตดก็หอมก็เริ่มไม่จริง ไม่อยากคุยโทรศัพท์ไม่หลับไม่นอนยันสว่างแล้ว
แต่ถ้าไม่เลิกกันไป ก็จะเข้าสู่ช่วงแห่งความผูกพัน สมองในตอนนี้จะว่าด้วยการตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัว ช่วงนี้จะเกิดฮอร์โมนสองตัวสำคัญคือ
2.1 ออกซีโทซิน (ผลิตจากต่อมไฮโปธาลามัส ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับน้ำนมและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก โดยมีการพบว่าออกซีโทซินจะถูกขับออกมาเมื่อชายหญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ลึกซึ้ง ทฤษฏีบอกไว้ว่ายิ่งชายหญิงมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งแค่ไหน ความผูกพันก็มีมากขึ้นเท่านั้น ฮอร์โมนตัวนี้ทำให้สัตว์เพศแม่พยายามเลี้ยงดูลูกของตนและสร้างความผูกพันระหว่างคู่รักในความอาทร ห่วงหากัน)
2.2 ฮอร์โมน วาโซเพรสซิน (ปกติมีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย และจะถูกขับออกมาเมื่อร่างกายขาดน้ำ ความตึงเครียดสูง ความดันเลือดสูง หรือเมื่อคู่รักมีความสัมพันธ์ทางเพศ แต่มฮอร์โมนนี้มีหน้าที่อีกอย่างคือ สร้างความยึดมั่นในคู่รักของตน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งพยายามทำการศึกษาฮอร์โมนวาโซเพรสซิน ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จับคู่อยู่กินกันแบบ "ผัวเดียวเมียเดียวตลอดชีวิต" หรือมีศัพท์เรียกว่า Monogamous สัตว์บางชนิดในกลุ่มนี้จะตรอมใจตายตามคู่ของมันไปหากมันต้องเป็นหม้าย โดยไม่คิดจะมีใหม่ นักวิทยาศาสตร์ใช้หนูชนิดหนึ่งในทุ่งหญ้าแพรรี ในการทดลอง หนูชนิดนี้เป็น 1 ในกลุ่มสัตว์ Monogamous การทดลองทำโดยการให้ยาที่ลดปฏิกริยาของฮอร์โมนวาโซเพรสซินในหนูตัวผู้ ผลปรากฏว่าหนูตัวผู้ตัวนั้นเริ่มมีอาการเย็นชา ห่างเหินคู่รัก และไม่แสดงอาการหึงหวงเมื่อมีหนูหนุ่มตัวอื่นๆ เข้ามาใกล้คู่รักของตน จึงเป็นข้อสรุปได้ในเบิ้องต้นถึงหน้าที่ของฮอร์โมนวาโซเพรสซินที่มีในมนุษย์ด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น