จิตวิทยาศิลปะ

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทฤษฎี excitation transfer


 เวลาเดทกันแล้วพาไปดูหนัง ในทางจิตวิทยาเรามีเคล็ดลับมาบอกครับว่า ให้ชวนเขาไปดูหนังประเภทสยองขวัญ หรือหนังเรื่องอะไรก็ได้ที่มีเนื้อหาแนวน่าตื่นเต้น ทำให้หัวใจเต้นแรงๆ
อันนี้มีที่มาจากทฤษฎี excitation transfer หรือแปลเป็นไทยว่า "การถ่ายโอนความเร้าใจ" อธิบายคือ ณ ขณะที่เรารับชมหนังสุดแสนระทึก น่าตื่นเต้นอยู่นั้นเอง ในหัวของคุณ สมองมันกำลังทำงาน โดยภายในมีการผลิตสารเคมีที่ส่งผ่านกันจนเกิดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดอารมณ์-ความรู้สึกต่อเรื่องนั้นๆ และตอนนั้นเองสมองมันจะแอบเชื่อมโยงกันว่า ที่หัวใจเราเต้นเร็ว "จริงๆแล้ว มันเป็นเพราะเหตุการณ์ในหนัง หรือเพราะคนที่นั่งอยู่ข้างๆ กันแน่" ... นี่แหละ ทฤษฎีถ่ายโอนความเร้าใจ
แหม แต่ฟังดูแล้วมันเสี่ยวๆ ตลกๆ นะครับ สมองของเราจะมาโยงกันมั่วสะเปะสะปะได้อย่างไร แต่นี่คือเรื่องจริง! นักจิตวิทยาเขาได้สังเกตและทดลองมาแล้วมากมาย และ hack บทสรุปมาไว้ให้แล้ว นี่เป็นจุดที่ physiological recaction (ปฏิกิริยาทางชีวภาพ ได้แก่ ใจเต้นเร็ว หายใจถี่ ขนลุก เป็นต้น) อาการที่แสดงออกเหล่านี้มันไปเกิดการปะติดปะต่อกันกับ psychological (ทางจิตใจ) ซึ่งเป็นเรื่องของสมองที่เกิดกระบวนการ perception และ cognition ต่างๆ
ทั้งนี้ ไม่จำกัดเฉพาะการดูหนังผีเท่านั้น แต่ยังรวมไปพาแฟนไปเล่นเครื่องเล่นน่าตื่นเต้นหรือน่าหวาดเสียวอย่างไวกิ้ง เฮอริเคน ด้วยกัน ก็ทำให้ความรักหวานซึ้งได้เช่นกันครับ
ป.ล. ถ้าหากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ขอแนะนำให้อ่านได้จากหนังสือ Quirkology ของ Richard Wiseman จะมีตัวอย่างกระบวนการที่ชัดเจน เขาได้อธิบายทฤษฎีเกี่ยวกับการหลั่งสารเคมีอะดรีนาลีน ซึ่งมันไป link เข้ากับความรักความอบอุ่นของมนุษย์อีกคนได้จากการทำกิจกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นแรง
'#รู้ไว้ใช่ว่า เวลาเดทกันแล้วพาไปดูหนัง ในทางจิตวิทยาเรามีเคล็ดลับมาบอกครับว่า ให้ชวนเขาไปดูหนังประเภทสยองขวัญ หรือหนังเรื่องอะไรก็ได้ที่มีเนื้อหาแนวน่าตื่นเต้น ทำให้หัวใจเต้นแรงๆ 

อันนี้มีที่มาจากทฤษฎี excitation transfer หรือแปลเป็นไทยว่า "การถ่ายโอนความเร้าใจ" อธิบายคือ ณ ขณะที่เรารับชมหนังสุดแสนระทึก น่าตื่นเต้นอยู่นั้นเอง ในหัวของคุณ สมองมันกำลังทำงาน โดยภายในมีการผลิตสารเคมีที่ส่งผ่านกันจนเกิดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดอารมณ์-ความรู้สึกต่อเรื่องนั้นๆ และตอนนั้นเองสมองมันจะแอบเชื่อมโยงกันว่า ที่หัวใจเราเต้นเร็ว "จริงๆแล้ว มันเป็นเพราะเหตุการณ์ในหนัง หรือเพราะคนที่นั่งอยู่ข้างๆ กันแน่" ...  นี่แหละ ทฤษฎีถ่ายโอนความเร้าใจ

แหม แต่ฟังดูแล้วมันเสี่ยวๆ ตลกๆ นะครับ สมองของเราจะมาโยงกันมั่วสะเปะสะปะได้อย่างไร แต่นี่คือเรื่องจริง! นักจิตวิทยาเขาได้สังเกตและทดลองมาแล้วมากมาย และ hack บทสรุปมาไว้ให้แล้ว นี่เป็นจุดที่ physiological recaction (ปฏิกิริยาทางชีวภาพ ได้แก่ ใจเต้นเร็ว หายใจถี่ ขนลุก เป็นต้น) อาการที่แสดงออกเหล่านี้มันไปเกิดการปะติดปะต่อกันกับ psychological (ทางจิตใจ) ซึ่งเป็นเรื่องของสมองที่เกิดกระบวนการ perception และ cognition ต่างๆ 

ทั้งนี้ ไม่จำกัดเฉพาะการดูหนังผีเท่านั้น แต่ยังรวมไปพาแฟนไปเล่นเครื่องเล่นน่าตื่นเต้นหรือน่าหวาดเสียวอย่างไวกิ้ง เฮอริเคน ด้วยกัน ก็ทำให้ความรักหวานซึ้งได้เช่นกันครับ 

ป.ล. ถ้าหากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ขอแนะนำให้อ่านได้จากหนังสือ Quirkology ของ Richard Wiseman จะมีตัวอย่างกระบวนการที่ชัดเจน เขาได้อธิบายทฤษฎีเกี่ยวกับการหลั่งสารเคมีอะดรีนาลีน ซึ่งมันไป link เข้ากับความรักความอบอุ่นของมนุษย์อีกคนได้จากการทำกิจกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นแรง'
เขียนโดย GENTLEWOMEN ที่ 04:31 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

ความรัก .. แท้จริงคือสารเคมี (ในสมอง)


ความรัก .. แท้จริงคือสารเคมี (ในสมอง)
"ความรัก" ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ธรรมชาติฝังไว้ในสมองของสัตว์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ การเลือกคู่ ร่วมเพศ มีบุตร เลี้ยงบุตร หึงหวง ป้องกันภัยให้กัน ให้อาหาร และอะไรอีกมากมายในสังคมของสัตว์และมนุษย์
กลไกการเกิดความรักในร่างกายเรานั้น ไม่ได้เลิศหรูเหมือนกวีและบทกลอน แต่มันคือ "กลไกของธรรมชาติ" ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ในสาขาประสาทวิทยานั้นสามารถอธิบายความรักถูกขับเคลื่อนโดยสารเคมีหลายชนิด เป็นขั้นตอน ดังนี้
1. ช่วงตกหลุมรัก
ช่วงนี้จะกินเวลาประมาณ 2-3 เดือน บางคนอาจสั้นเพียงไม่วันหรืออาจนานกว่านั้น เป็นช่วงที่ทำให้ชีวิตเราผิดเพี้ยนไป ไม่รับรู้ ไม่สนใจสิ่งรอบกาย ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่นั่งฝันเพ้อ ละเมอถึงคนรัก ตดก็ว่าหอม ทำอะไรก็น่ารักไปหมด อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ถูกควบคุมโดยกลุ่มสารสื่อประสาทที่เรียกว่า โมโนอะมิเนส (Monoamines) ซึ่งประกอบด้วย ฮอร์โมน 3 ตัวคือ
1.1 ฮอร์โมนโดพามีน (เป็นสารเคมีที่ช่วยให้สมองตื่นตัว เช่นเดียวกับนิโคตีนและโคเคอีน)
1.2 ฮอร์โมนนอร์เอพิเนฟรีน (หรือรู้จักกันในนามของ อะดรีนาลิน ที่เป็นตัวการทำให้เราเหงื่อแตกและหัวใจเต้นรัวยามตื่นเต้น มีความสุข ซาบซ่าน)
1.3 ฮอร์โมนเซโรโทนิน (หนึ่งในสารสำคัญที่ทำให้เราเกิดอาการ…ซึม..เศร้า..เหงา..เพราะรัก)
2. ช่วงผูกพัน
หลังช่วงตกหลุมรัก โดยส่วนใหญ่คนที่ชินกับฮอร์โมนในช่วงนั้นจะโบกมือลากันไป เพราะเข้าใจผิดว่าคนๆนี้ไม่ใช่ เนื่องจากไม่ตื่นเต้นจิ๊ดจ๊าดซาบซ่านเหมือนช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อะไรๆก็เริ่มปรากฏความจริง ไอ้ที่ว่าตดก็หอมก็เริ่มไม่จริง ไม่อยากคุยโทรศัพท์ไม่หลับไม่นอนยันสว่างแล้ว
แต่ถ้าไม่เลิกกันไป ก็จะเข้าสู่ช่วงแห่งความผูกพัน สมองในตอนนี้จะว่าด้วยการตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัว ช่วงนี้จะเกิดฮอร์โมนสองตัวสำคัญคือ
2.1 ออกซีโทซิน (ผลิตจากต่อมไฮโปธาลามัส ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับน้ำนมและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก โดยมีการพบว่าออกซีโทซินจะถูกขับออกมาเมื่อชายหญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ลึกซึ้ง ทฤษฏีบอกไว้ว่ายิ่งชายหญิงมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งแค่ไหน ความผูกพันก็มีมากขึ้นเท่านั้น ฮอร์โมนตัวนี้ทำให้สัตว์เพศแม่พยายามเลี้ยงดูลูกของตนและสร้างความผูกพันระหว่างคู่รักในความอาทร ห่วงหากัน)
2.2 ฮอร์โมน วาโซเพรสซิน (ปกติมีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย และจะถูกขับออกมาเมื่อร่างกายขาดน้ำ ความตึงเครียดสูง ความดันเลือดสูง หรือเมื่อคู่รักมีความสัมพันธ์ทางเพศ แต่มฮอร์โมนนี้มีหน้าที่อีกอย่างคือ สร้างความยึดมั่นในคู่รักของตน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งพยายามทำการศึกษาฮอร์โมนวาโซเพรสซิน ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จับคู่อยู่กินกันแบบ "ผัวเดียวเมียเดียวตลอดชีวิต" หรือมีศัพท์เรียกว่า Monogamous สัตว์บางชนิดในกลุ่มนี้จะตรอมใจตายตามคู่ของมันไปหากมันต้องเป็นหม้าย โดยไม่คิดจะมีใหม่ นักวิทยาศาสตร์ใช้หนูชนิดหนึ่งในทุ่งหญ้าแพรรี ในการทดลอง หนูชนิดนี้เป็น 1 ในกลุ่มสัตว์ Monogamous การทดลองทำโดยการให้ยาที่ลดปฏิกริยาของฮอร์โมนวาโซเพรสซินในหนูตัวผู้ ผลปรากฏว่าหนูตัวผู้ตัวนั้นเริ่มมีอาการเย็นชา ห่างเหินคู่รัก และไม่แสดงอาการหึงหวงเมื่อมีหนูหนุ่มตัวอื่นๆ เข้ามาใกล้คู่รักของตน จึงเป็นข้อสรุปได้ในเบิ้องต้นถึงหน้าที่ของฮอร์โมนวาโซเพรสซินที่มีในมนุษย์ด้วย
เขียนโดย GENTLEWOMEN ที่ 04:23 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

จิตวิทยาการเลือกคู่ครอง

การเลือกคู่ครอง (Partner selection)
           การเลือกคู่ครองนั้น มีผู้อธิบายในเชิงทฤษฎีต่างๆหลายทฤษฎีในบทนี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงแนวคิด 2 แนวทาง คือ ทฤษฎีทางสังคมวิทยา และทฤษฎีทางจิตวิทยา (นงลักษณ์ เอมประดิษฐ์ และคณะ, 2540)                    
                      1. ทฤษฎีทางสังคมวิทยา                      นักสังคมวิทยาหลายท่านให้ความเห็นว่า ผลสัมฤทธิ์ของการครองชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัจจัยที่เป็นคุณสมบัติของบุคคลทั้งสอง ได้แก่ วัฒนธรรม การศึกษา ชาติพรรณ อาชีพ วัย ศาสนา เป็นต้น การเลือกคู่ครองจึงมักจะเลือกผู้ที่มีฐานะ ความรู้และวัยที่เหมาะสมกัน
                      2. ทฤษฎีทางจิตวิทยา
                      ทฤษฎีทางจิตวิทยาเห็นว่า บุคคลจะเลือกคู่ครองตามเหตุผลส่วนตัว เช่น บุคลิกภาพ ความคิดเห็นตรงกัน และการปรับตัวผ่อนปรนอารมณ์เข้าหากัน แนวคิดนี้มีทฤษฎีดังนี้
                              
                            2.1 ทฤษฎีการเลือกคู่ครองที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน (Theory of homogeny) ซึ่งอธิบายว่าบุคคลจะแต่งงานกับผู้ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับตนเอง เช่น รูปลักษณ์ บุคลิกภาพคล้ายกัน อุปนิสัยคล้ายกัน สติปัญญาความรู้เท่าเทียมกัน
                             
                         
                           2.2 ทฤษฎีว่าด้วยความต้องการส่วนเติมเต็ม (Complimentary theory) บุคคลจะเลือกคู่ครองที่มีคุณสมบัติที่คาดว่าจะตอบสนองความต้องการที่จำเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตรงกันข้ามกับตนเอง เช่น ผู้ที่ชอบพูดคุยมักเลือกคนที่เงียบขรึม เป็นต้น


                           2.3 ทฤษฎีผสมผสานทั้งการเลือกคนที่มีลักษณะคล้ายกันและตรงกันข้ามกัน บุคคลอาจเลือกคู่ครองที่มีทั้งลักษณะคล้ายกับตน และลักษณะที่แตกต่างที่ตนเองต้องการ นอกจากนั้น บุคคลอาจจะเลือกลักษณะที่ตนเองขาดและเป็นลักษณะที่ตนเองต้องการ
เขียนโดย GENTLEWOMEN ที่ 07:46 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ความรักคืออะไร(แบบมีสาระ)


ความรักที่ไม่ได้มีต่อบุคคล

อาจกล่าวได้ว่าบุคคลสามารถรักวัตถุสิ่งของ หลักการแนวคิด หรือเป้าหมาย หากบุคคลนั้นให้ความสำคัญต่อสิ่งดังกล่าวอย่างสูง และผูกมัดตัวเองอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกัน การเผื่อแผ่ความเห็นเอกเห็นใจและ "ความรัก" ของเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร บางครั้งอาจก่อให้เกิดเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความรักระหว่างบุคคล แต่เป็นความรักที่ไม่ได้มีต่อบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับปรัตถนิยมและความเชื่อมั่นทางจิตวิญญาณหรือทางการเมืองอย่างแรงกล้า[11] บุคคลยังสามารถ "รัก" วัตถุ สัตว์ หรือกิจกรรมได้เช่นเดียวกัน หากพวกเขาอุทิศตัวเองผูกมัดกับสิ่งนั้น หรือมิฉะนั้นก็พิจารณาว่าตัวเองเป็นอย่างเดียวกับสิ่งนั้น หากความเสน่หาทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรักประเภทนี้ สภาวะดังกล่าวจะถูกเรียกว่า กามวิตถาร (paraphilia)


ความรักประเภทนี้หมายถึงความรักระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน โดยเป็นความรู้สึกหรืออารมณ์ที่ทรงพลังว่าการชอบบุคคลอื่นธรรมดา ความรักระหว่างบุคคลนี้เกี่ยวข้องมากที่สุดกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความรักประเภทนี้อาจเกิดขึ้นระหว่างสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือคู่รัก นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติทางจิตหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับความรัก อย่างเช่น การหมกมุ่นทางเพศ (erotomania)

ความรักระหว่างบุคคล

ตลอดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ ปรัชญาและศาสนาได้ใคร่ครวญเกี่ยวกับปรากฏการณ์ความรักมากที่สุด ในศตวรรษที่ผ่านมา ศาสตร์แห่งจิตวิทยาได้เขียนเกี่ยวกับความรักอย่างมาก และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาสตร์แห่งจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการ ชีววิวัฒนาการ มานุษยวิทยา ประสาทวิทยาศาสตร์ และชีววิทยาได้เพิ่มเติมความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและการทำงานของความรัก
เฮเลน ฟิชเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้นำในการศึกษาในประเด็นเรื่องความรัก แบ่งแยกประสบการณ์ความรักออกเป็นสามส่วนที่ทับซ้อนกัน ได้แก่ ราคะ ความเสน่หา และความผูกพันทางอารมณ์ ราคะเป็นความรู้สึกที่เกิดจากความต้องการทางเพศ ความเสน่หาแบบโรแมนติกพิจารณาว่าอะไรเป็นสิ่งที่คู่มองว่าน่าดึงดูดและติดตาม ถนอมเวลาและพลังงานโดยการเลือก และความผูกพันทางอารมณ์รวมไปถึงการอยู่ร่วมกัน ภาระพ่อแม่ การป้องกันร่วมกัน และในมนุษย์ยังรวมไปถึงความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง[14] วงจรประสาทที่แยกกันสามวงจร รวมถึงสารสื่อประสาท และยังรวมไปถึงรูปแบบพฤติกรรมทั้งสาม ล้วนเกี่ยวข้องกับรูปแบบโรแมนติกทั้งสามข้างต้น[14]

พื้นฐานเคมี

แผนภาพพื้นฐานทางเคมีของความรักในภาพรวมอย่างง่าย
ราคะเป็นความปรารถนาทางเพศแบบมีอารมณ์ใคร่ในช่วงแรกที่สนับสนุนการหาคู่ และเกี่ยวข้องกับการเพิ่มการหลั่งสารเคมีอย่างเช่น เทสโทสเตอโรนและเอสโตรเจน ผลกระทบเหล่านี้น้อยครั้งนักที่จะเกิดขึ้นนานกว่าไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน ส่วนความเสน่หามีความเป็นส่วนตัวมากกว่าและความต้องการแบบโรแมนติกสำหรับบุคคลพิเศษที่เลือกให้เป็นคู่ ซึ่งจะพัฒนามาจากราคะเป็นการผูกมัดกับรูปแบบคู่คนเดียว การศึกษาด้านประสาทวิทยาศาสตร์เมื่อเร็ว ๆ นี้บ่งชี้ว่าบุคคลที่ตกหลุมรัก สมองจะหลังสารเคมีออกมาเป็นชุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมไปถึงฟีโรโมน โดพามีนนอร์อิพิเนฟริน และเซโรโทนิน ซึ่งจะส่งผลคล้ายกับแอมเฟตามีน กระตุ้นศูนย์ควบคุมความสุขของสมองและนำไปสู่ผลกระทบข้างเคียง อย่างเช่น อัตราเร็วในการเต้นของหัวใจ การสูญเสียความอยากอาหารและการนอน และความรู้สึกตื่นเต้นอย่างรุนแรง การวิจัยได้บ่งชี้ว่าที่ระดับนี้มักจะกินเวลาตั้งแต่ปีครึ่งถึงสามปี[15]
ระดับราคะและความเสน่หาถูกพิจารณาว่าเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ระดับที่สามเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับความสัมพันธ์ในระยะยาว ความผูกพันทางอารมณ์เป็นสิ่งผูกมัดที่สนับสนุนความสัมพันธ์ที่จะกินเวลานานหลายปีและอาจถึงหลายสิบปี ความผูกพันทางอารมณ์โดยปกติแล้วขึ้นอยู่กับการผูกมัดอย่างเช่นการแต่งงานหรือการมีลูก หรือมีมิตรภาพระหว่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างเช่นมีความชอบร่วมกัน ความรู้สึกเช่นนี้จะเชื่อมโยงกับสารเคมีระดับสูงกว่า ได้แก่ อ็อกซีโทซินและวาโซเพรสซิน เป็นจำนวนมากกว่าในระดับที่เป็นความสัมพันธ์ระยะสั้นกว่า  เอ็นโซ อีมานูเอลและเพื่อนร่วมงานได้รายงานว่าโมเลกุลโปรตีนที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ปัจจัยกระตุ้นการเจริญเติบโตของระบบประสาท (NGF) จะมีระดับสูงเมื่อบุคคลตกหลุมรักเป็นครั้งแรก แต่จะกลับคืนสู่ระดับปกติหลังจากนั้นเป็นเวลาหนึ่งปี
ภายหลังมีการพัฒนาในทฤษฎีทางไฟฟ้าอย่างเช่น กฎของคูลอมบ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประจุไฟฟ้าบวกและลบจะดึงดูดกัน จึงมีการนำหลักการดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับชีวิตของมนุษย์ อย่างเช่น "การดึงดูดเพศตรงข้าม" ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา การวิจัยเกี่ยวกับการหาคู่ตามธรรมชาติของมนุษย์มักจะพบว่าสิ่งนี้ไม่เป็นความจริงเมื่อพิจารณาถึงอุปนิสัยและบุคลิกลักษณะ บุคคลค่อนข้างที่จะชอบคนอื่นที่คล้ายคลึงกับตนเอง อย่างไรก็ตาม ในขอบเขตไม่ปกติที่พบได้น้อยและค่อนข้างเฉพาะ อย่างเช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ดูเหมือนว่ามนุษย์จะชื่นชอบบุคคลที่ไม่เหมือนตัวเขาเอง (นั่นคือมีระบบภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากนี่จะนำไปสู่ทารกที่ดีที่สุด เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทฤษฎีความผูกพันระหว่างมนุษย์หลายทฤษฎีได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อใช้อธิบายความหมายของความผูกพันทางอารมณ์ การผูกมัด พันธะและความใกล้ชิด

พื้นฐานจิตวิทยา

ในทางจิตวิทยาบรรยายความรักไว้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้และสังคม นักจิตวิทยา โรเบิร์ต สเติร์นเบิร์ก กำหนดทฤษฎีสามเหลี่ยมของความรักโดยให้เหตุผลว่าความรักประกอบด้วยองค์ประกอบสามอย่างที่แตกต่างกัน ได้แก่ ความใกล้ชิด การผูกมัด และความหลงใหล ความใกล้ชิดเป็นรูปแบบที่บุคคลสองคนแบ่งปันความเชื่อมั่นและรายละเอียดหลายประการของชีวิตส่วนตัว และโดยปกติแล้วจะแสดงออกในรูปของมิตรภาพและความสัมพันธ์แบบรักโรแมนติก ส่วนการผูกมัดนั้น เป็นการคาดหวังว่าความสัมพันธ์นี้จะคงอยู่ถาวร ส่วนประการสุดท้ายและเป็นรูปแบบทั่วไปของความรักนั้นคือการดึงดูดและความหลงใหลทางเพศ ความรักแบบหลงใหลนั้นถูกแสดงออกในการหลงรักเช่นเดียวกับรักโรแมนติก รูปแบบทั้งหมดของความรักนั้นถูกมองว่าเกิดจากสามองค์ประกอบนี้ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ซิก รูบิน ใช้การจำกัดความในทางจิตมิติในคริสต์ทศวรรษ 1970 งานของเขากล่าวว่าสามปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรักนั้นประกอบด้วยความผูกพันทางอารมณ์ ความเอื้ออาทร และความใกล้ชิด
นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียง อีริก ฟรอมม์ ยังได้ยืนยันในหนังสือของเขา "ศิลปะแห่งความรัก" ว่าความรักมิใช่เพียงความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกระทำ และในข้อเท็จจริง "ความรู้สึก" ว่ารักนั้นเป็นเพียงสิ่งผิวเผินเมื่อเปรียบเทรียบกับบุคคลที่อุทิศให้กับความรักโดยการแสดงออกซึ่งกระทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ด้วยเหตุผลนี้ ฟรอมม์จึงระบุว่า สุดท้ายแล้ว ความรักไม่ใช่ความรู้สึกแต่อย่างใดเลย แต่ค่อนข้างจะเป็นการผูกมัด และการยึดมั่นในการแสดงออกซึ่งความรักต่อบุคคลอื่น ตัวเอง หรืออีกมากมาย เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ฟรอมม์ยังได้อธิบายความรักว่าเป็นทางเลือกการรับรู้ที่ในขั้นต้นของมันนั้นอาจถือกำเนิดขึ้นมาเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้สมัครใจ แต่ในเวลาต่อมาก็ไดม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นอีก แต่กลับขึ้นอยู่กับความผูกพันที่รับรู้ได้เสียมากกว่า
ทางการตะวันตกบางประเทศได้แยกความรักออกเป็นสององค์ประกอบ คือ ความเห็นแก่ผู้อื่นและการรักตัวเอง มุมมองนี้ปรากฏในผลงานของสกอตต์ เพ็ก ผู้ซึ่งมีงานอยู่ในสาขาวิชาจิตวิทยาประยุกต์ ได้สำรวจการจำกัดความของความรักและความชั่วร้าย เพ็กยืนยันว่าความรักนั้นเป็นการประกอบกันของ "ความห่วงใยในการเติบโตทางด้านจิตวิญญาณของบุคคลอื่น" และการรักตัวเองแบบเรียบง่าย ในการประกอบกัน ความรักเป็นกิจกรรม มิใช่เพียงความรู้สึก
                                                       
                       
                        AMOUR
                                                    
                                                        รัก

    
                                         


                                    
เขียนโดย GENTLEWOMEN ที่ 03:04 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ดนตรีจิตวิทยาและมนุษย์นิยม

ดนตรีจิตวิทยา


 วิชาจิตวิทยาเพื่อการพัฒนามนุษย์ Psychology of Human Development(PHD)ของหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยาที่ได้สอนกระผมไว้ คือรองศาสตราจารย์ดอคเตอร์อาลี พันธ์มณี และกับส่วนของวิชาดนตรีของกระผมมาปรับประยุกต์เข้าด้วยกันเป็น ดนตรีจิตวิทยามนุษย์นิยม  Psychology and Humanismแยกตัวออกเป็นสาขาที่1คือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับมนุษย์ Music Humanism Relation แต่มิได้ลึกลงในวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์ประยุกต์เพื่อพัฒนาส่วนของวิชาทั้งสองดังกล่าว ให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง จิตดนตรีกับมนุษย์ ตลอดจนนำมาใช้ต่อการดำรงชีวิต ผู้ดำเนินการได้ค้นคว้าตามความสามารถและรวบรวมข้อมูลจากห้องสมุดในมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตร่มเกล้า จากบทความต่างๆนอกมหาวิทยาลัย ที่หาได้ พร้อมความรู้ในประสบการณ์ของผู้ดำเนินการเข้าร่วม หวังว่าพอจะเป็นประโยชน์บ้างตามสมควรแต่ Mental musical anthropologist จิตดนตรีมานุษย์วิทยาไม่สามารถกล่าวในขณะนี้ได้เพราะกระผมยังใม่ได้เข้าศึกษาแขนงปรัชญาวิชาอย่างจริงจัง




ดนตรีคืออะไร คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดความต้องการ need เกิดความรู้สึก filling และมีอารมณ์ emotional ที่กล่าวมาเป็นองค์ประกอบของญาณวิทยา Epistermology ปรากฏปัญญาขึ้นในขณะเวลานั้น แล้วเกิดกระบวนการไตร่ตรองเป็นองค์สาขาหนึ่งของปรัชญาวิทยา Philosophy ทางความ คิด– คิดเป็นขวนการ “ตามรู้” ด้วยอารมณ์ร่วมอย่างชนิดได้หน้าลืมหลัง

อะไรทำให้รู้ว่าเป็นดนตรี ทุกสรรพสิ่ง data ที่รู้ เกิดจากความไม่รู้เพราะฉนั้นดนตรีเกิดมาจากความไม่รู้ Philosophy of Phenomenon Music

ดนตรีมีรูปลักษณะอย่างไร
 ลักษณะเป็นนามธรรมในระบบ Conjunction sound and Disjunction sound อาศัยอยู่ในนิเวศสำนึก Concourses House โดยมีหน่วยความจำ Ram ทำหน้าที่เป็นสัญญาอาจเป็นหน่วยของศาสนาวิชาคือขันธ์ห้าFive Aggregates อนุญาตให้เข้าออก และอาศัยนิเวศได้

ดนตรีมีไว้เพื่ออะไร เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความบันเทิงเริงใจ คลายเหงาคลายเศร้า สร้างฝันให้เป็นจริง พร้อมทั้งเป็นยารักษาโลก (ดนตรีสายนี้ไม่ขอกล่าวแนวดนตรีเพื่อชิงความเป็นเลิศ) ลดผลมวลอุบัติเหตุทางใจของมนุษย์ได้หลายประเภท

ดนตรีมีไว้ทำไม มีไว้ช่วยบำบัดโรคทางจิต มีไว้ช่วยออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี เพราะจิตดี ย่อมเลือกอาศัยกายที่มีสุขภาพดี นำทางสู่สมาธิ ชี้แนะปัญญา ดนตรีชี้ที่มา Ethnomusicological Approach ตัดสินใจกล้ากระทำต่อสิ่งที่ตั้งความแม่นยำนั้นไว้ มีไว้ช่วยชาติ ทำเป็นสัญญาลักษณ์รวมใจ รวมร่วมพลังสามัคคี

ดนตรีมาจากไหน  ถึงได้มาอาศัยในนิเวศจิตสำนึก Concourses House มาจากที่ใดและมาได้อย่างไร แล้วจะตอบอย่างไร มาจากชาติปางก่อนหรือเปล่า แล้วปางก่อนเราเกิดเป็นคนชาติใดแถมยังฟังเพลงไทยเดิมได้ มีคำถามเพิ่มให้ตอบอีกว่า มนุษย์มาจากไหน มาจากที่ใด แล้วมาได้อย่างไร แล้วถ้าก่อนที่จะกลายพันธ์เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐนั้น มีดนตรีอยู่ในหัวใจบ้างหรือเปล่า

ในหนังสือบางเล่มกล่าวไว้ว่า ปางนั้นกระผมเป็นปุโรหิต ได้เขียนพระเวทเล่มที่1หน้าที่1เพราะหนังสือเล่มนั้นมีหน้าเดียวความว่า มนุษย์เดิมนั้นเกิดมาจากลิง วานร มนุษย์วานร คำว่า นร อ่านว่านะระ แปลว่าอะไร เช่นตัวกินนร อ่านว่ากินนะระ (ตัวกินอะไรทำไมถึงรูปสวยอย่างนี้) ไม่ใช่กินแล้วนอน หมายถึงกินอะไร (กินข้าวกินไข่หรือเปล่า) ยังแยกสายพันธุ์พัฒนาแปรสภาพกลายเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ แต่ถ้ามนุษย์รู้กำเนิดว่ามาจากลิงคิดจะไปแต่งกับบรรพสตรี  Chimpanzee นั้น หมดเวลาไปนานแล้ว
หนังสืออีกเล่มกล่าวไว้ว่า เกิดจากองค์เทพแห่งความสุนทรียะGod of the aesthetic  มีผัสสะเป็นตัวนำ sense   ให้ระลึกแล้วกว้างไกล สิงหวนเข้าสู่ในสิ่งที่มนุษย์ประสบไปตามภูมิพื้น เสพสะสมซึ่งมีบารมีคลังความรู้เป็นฐานประสบการณ์ ภูมิมีในมนุษย์แต่ละตัวตน มีมาตั้งอดีตครั้ง แฝงประกอบด้วยส่วนอารมณ์ ความรู้สึกตั้งแต่ผิวกาย รัศมีภายนอก ซับซึมล่วงลึก อาจล้ำถึงระดับมิติจิต อย่างมีความสามารถในศิลปะร่วมบารมีเฉพาะตัว ที่สะสมไว้ในคลังแห่งความรู้นั้น เป็นสื่อชนวนสะกิด ให้เกิดการสำแดงแพร่ แผ่ออกทางด้านรัศมีกายภาพ รับสื่อโสตทัศนะและตอบสนอง นำสื่อนั้นเข้าบึ้งลึกผลึกใน
             ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีที่ได้อาศัยแฝงติดมากับมนุษย์ ได้เดินทางสืบทอดมาด้วยกันเป็นเวลายาวนานแล้ว จากนี้ยังต้องเดินทางร่วมกันไปตามทัศนคติญาญ Forek nowledge ความรู้ในอนาคตของมนุษย์กำหนด
วัตถุประสงค์1.

1. เพื่อให้รู้ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับมนุษย์
1.1 ดนตรีส่วนตัว Self – Music
1.2 การเป็นมนุษย์ดนตรี Music Man
1.3  Bio – musicology ชีวะศาสตร์ ดนตรีธรรมชาติ
1.4 ดนตรี ด้วยพลังธรรมชาติ Nature – musicology
1.5 ดนตรี ด้วยจิตจินตนาการ มาจากมโนคติ
 1.6 ดนตรีด้วยจักรกล Greaten Music
  1.7 ดนตรีด้วยจิตแอบแฝง นอกกรอบ Music tension mind
 1.8 ดนตรีด้วยTechnology music in Physiology ระบบกระแสสถิต
 1.9 ดนตรี ด้วยระบบTechnologyMusic Digital ระบบ วิเคราะห์ สังเคราะห์
  2.0 ดนตรี ด้วยการศาสนา Music and Religion 
          ……..และคิดว่าจะหามาเพิ่มเติม..ถ้าหามาได้..
21.ดนตรีจิตปัญาญาณ Wise Music Theory

สมมติฐาน จากวัตถุประสงค์รวม

1. เพื่อให้รู้ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับมนุษย์Music Humanism Relation (MHR)
      2. เพื่อให้รู้ ถึงสิ่งบันดาลใจในดนตรีพฤติกรรม Motive MusicBehavior(MMB)

ประโยชน์ที่ได้รับ

1. รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับมนุษย์

ตัวอย่างเพลงที่ทำให้เราเศร้าโศกสมใจ

                1.Moonlight sonata :Beetoven  




                                                              2. THE LAST CARNIVAL


3.Fragile dream
   






4.epilogue

 



5.love hurt  

เขียนโดย GENTLEWOMEN ที่ 05:29 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

หนังสุดแปลกเชิงจิตวิทยาและศิลปะ


1.CONFESSION:หนังเชิงจิตวิทยาดูแล้วสะเทือนใจแปลกใหม่ไม่เหมือนใครจากแดนปลาดิบ การถ่ายภาพสวยเชิงนามธรรม หนังจะเคลื่อนไหวอย่างช้าๆเพื่อให้เราได้คิด




 
2. The holy mountain
"Real life awaits us"- The alchemist ( Alejandro Jodorowsky)

                Holy Mountain (1973) เป็นภาพยนตร์ของผู้กำกับชื่อดังอย่าง Alejandro Jodorowsky ที่มีการใช้เทคนิคแบบ Surrealism ที่ชวนให้ผู้ชมต้อง อึ้ง ทึ่ง เสียวไปกับฉากอันแปลกตา ประหลาด และบางครั้งก็ชวนขยะแขยง แทบจะตลอดทั้งเรื่อง
                ทว่าทั้งหมดที่กล่าวมาคือ "เปลือกนอก" ที่เคลือบสาระสำคัญของหนังเรื่องนี้เอาไว้ ซึ่งคือการวิพากษ์วิจารณ์ และเสียดสีสถาบันและความเชื่อหลายๆ อย่างในโลกใบนี้ ทั้งการแสวงหาความจริงของโลกและจักรวาล อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกคนต่างพยายามค้นหา  ผ่านปรัชญา ศาสนา และความเชื่อต่างๆ อีกยังสะท้อนให้เห็น "สันดานดิบ" ที่ซ่อนลึกอยู่ในใจมนุษย์ อันเป็นไปตามทฤษฎีจิตไร้สำนึกของนักจิตวิทยาผู้ทรงอิทธิพลของโลกอย่าง Sigmund Freud

               
                เนื้อหาของหนังเรื่องนี้สามารถแบ่งได้เป็น 3 part  ใหญ่ๆ โดย Part แรก เปิดฉากด้วยภาพของนักเล่นแร่แปรธาตุ (เล่นเองโดยผู้กำกับอย่าง Alejandro Jodorowsky) ที่กำลังโกนหัวผู้หญิงสองคนจนล้านเลี่ยน ก่อนจะตัดภาพไปยังชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกระบุภายหลังว่าเป็นโจร นอนอยู่โดยมีแมลงวันมากมายเกาะตัวอยู่ เป็นการเปรียบเทียบว่าชายคนนี้เปรียบได้กับกองขี้ หรือคนโง่ (ไพ่ Fools ในสารบบไพ่ทาร็อต)
                โจรคนดังกล่าวได้กลายเป็นเพื่อนกับคนแคระที่ไม่มีแขนและขาคนหนึ่ง และออกเดินทางเข้าไปในเมืองด้วยกันเพื่อหลอกเอาเงินจากนักท่องเที่ยวในเมือง โดยในฉากนี้ได้เสียดสีการใช้ความรุนแรงของทหารต่อกลุ่มคนที่ออกมาประท้วง  ความโง่เขลาของคนชั้นกลางและชั้นสูง รวมทั้งแสดงให้เห็นภาพความโหดร้ายของการล่าอาณานิคม ผ่านฉากสงครามกบอันแปลกประหลาดตา
                หลังจากนั้นโจรที่เป็นตัวเอกถูกพวกพระที่เห็นลู่ทางทำกำไรจากร่างกายและใบหน้าของเขาที่เหมือนกับ "พระเยซู" นำตัวไปใช้เป็นแม่พิมพ์หล่อรูปพระเยซูขึ้นมามากมาย หลังจากโจรตื่นมาและเห็นมีร่างจำลองของตนเรียงรายจึงโมโหโวยวายไล่พวกพระไป และทำลายหุ่นจำลองแทบทั้งหมด ก่อนจะกอดหุ่นตัวสุดท้ายไว้และกินใบหน้าของหุ่นนั้น แล้วนำไปปล่อยให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้ากับลูกโป่ง (เป็นสัญญะว่าจะอุทิศตนให้กับพระเจ้า)
                 หลังจากไม่นาน โจรคนเดิมบังเอิญไปเห็นหอคอยอันสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่งที่โปรยทองลงมาแลกกับอาหาร จึงเกิดความสงสัยว่าทองเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร เขาจึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนหอคอยแห่งนั้น เป็นอันจบ Part แรก

                Part ที่ 2 เริ่มขึ้นจากการพบกันระหว่างโจรหนุ่มกับนักเล่นแร่แปรธาตุ (คนเดิมกับในฉากแรก) โดยในฉากนี้มีการใช้สัญญะที่ตรงไปตรงมาอย่างมาก นั่นคือการที่นักเล่นแร่ฯนำตัวโจรเข้าไปในตู้เพื่อขับของเสีย (ทั้งขี้ เหงื่อไคล และของเหลวในร่างกาย) และใช้หลักการเล่นแร่แปรธาตุ จนทำให้ของเสียเหล่านั้นกลายเป็นทองได้ ดังประโยคที่นักเล่นแร่ฯกล่าวไว้กับโจรว่า "You are excrement. You can change yourself into gold." เป็นประโยคเปรียบเทียบว่า คนธรรมดาที่โง่เขลาและเหลวแหลก ก็สามารถพัฒนราจนกลายเป็นทองได้ หรือสามารถเข้าถึงพระเจ้าจนเข้าสู่ความเป็นอมตะได้นั่นเอง
                หลังจากการกลั่นขี้ให้กลายเป็นทองจบกระบวนการ นักเล่นแร่ฯ แนะนำให้โจรรู้จักกับบุคลที่มีเงินตราและอำนาจ แต่อยากตามล่าหาความเป็นอมตะอีก 7 คน ซึ่งถูกเปรียบเทียบแทนดาวเคราะห์ต่างๆ ในระบบสุริยะ ได้แก่ ชายเจ้าของโรงงานขายความสวยความงาม (ดาวศุกร์), หญิงเจ้าของโรงงานอาวุธ (ดาวอังคาร), ชายเจ้าของโรงงานศิลปะ (ดาวพฤหัส), หญิงเจ้าของโรงงานของเล่นที่ทำเพื่อสร้างความรุนแรงให้กับเด็ก (ดาวเสาร์), ชายซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับนักการเมือง (ดาวยูเรนัส), ชายผู้เป็นตำรวจ (ดาวเนปจูน), ชายผู้เป็นสถาปนิก (ดาวพลูโต)
                โดยแต่ละคนจะมีเรื่องราวของตนที่ผ่านมา ฉากนี้เป็นฉากที่น่าจะดีที่สุดในเรื่อง (รองจากฉากจบ) เพราะเรื่องราวของแต่ละคน ทั้งเสียดสี ประชดประชัน และสะท้อนสันดานดิบที่สุดในมนุษย์ออกมาตีแผ่ได้อย่างถึงพริกถึงขิง
                 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความอยากสวยอยากงาม เพราะอยากเกาะผู้ชายที่เป็นเจ้าของโรงงาน ซึ่งก็เอาและทิ้งผู้หญิงเป็นว่าเล่น, การขายอาวุธหลากหลายแบบ โดยเจ้าของโรงงามเป็นหญิงผิวดำ ที่เป็นเลสเบี้ยน และยังใช้ผู้ชายเป็นทาสในโรงงาน!, หญิงที่เปลือกหน้าเป็นตัวตลกสร้างความสนุกสนาน แต่เบื้องหลังเป็นเจ้าของโรงงานของเล่น ที่ผลิตของเล่นโดยคำนึงถึงการสร้าง Stereotype (ภาพจำเช่น คนไทยสบายๆ คนจีนขากถุย) ให้เกลียดชังชาติอื่นผ่านการ์ตูนและของเล่น, คนรวยซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานศิลปะสุดอุบาทว์ เพราะเน้นใช้ผู้หญิงมาทำเซกส์วิตถาร, ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจที่มีเซกส์อุบาทว์กับหญิงอ้วนอัปลักษณ์ และเสนอทางแก้ปัญหาโดยการฆ่าประชากรให้น้อยลงเพื่อลดปัญหาการขาดแคลน, ชายผู้เป็นตำรวจที่มีงานอดิเรกเป็นการเก็บอัณฑะชายหนุ่มมาสะสมให้ครบ 1,000 อัน และสร้างศาสนาที่ให้ลูกน้องทุกคนท่องบทบูชาตัวเขาเอง, ส่วนคนสุดท้ายเป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้านในฝันของคนยุคใหม่ ซึ่งมีสภาพไม่ต่างอะไรกับโลงศพดีๆ นี่เอง

               
                หลังการแนะนำตัวละครทั้งเจ็ด หนังดำเนินไปจนถึง Part สุดท้าย คือการเผาเงินและรูปจำลองของสมาชิกทั้ง 8 (อันเป็นตัวแทนของกายหยาบที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา) เพื่อเดินทางแสวงบุญ ผ่านการชักนำของนักเล่นแร่แปรธาตุ ไปสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อันเรียกว่า Holy Mountain โดยตลอดการเดินทางมีการทำพิธีกรรมแปลกๆ มากมาย จนไปถึง Lotus Island
                ในเกาะนี้เองคณะเดินทาง จะต้องค้นหาความลับจาก 9 ปรมาจารย์ผู้เป็นอมตะ เพื่อหาวิธีไปสู่ Holy Mountain แต่พวกเขากลับถูกดึงดูดโดยสถานที่ชื่อว่า Pantheon Bar ซึ่งเป็นที่สำหรับคนที่ละทิ้งการเดินทางสู่ความเป็นอมตะ แล้วมาอยู่กับการแดกเหล้า เมายา ท่องบทกวี ปาร์ตี้เซกส์ไปวันๆ แทน
                หลังจากหนีออกมาจากบ่วงกิเลศใน Pantheon Bar พ้น ทั้งหมดเดินทางต่อไปจนใกล้ถึงยอดเขา โจรหนุ่มของเราก็ถูกส่งตัวกลับไป พร้อมๆ กับโสเภณีและลิงหนึ่งตัวที่แอบเดินทางตามโจรคนนี้มาตั้งแต่ต้นเรื่อง ส่วนพวกที่เดินทางไปถึงยอดเขากลับพบแค่หุ่นจำลองไร้หน้าหนึ่งตัว และที่แสบกว่านั้นคือนักเล่นแร่แปรธาตุ (ซึ่งเล่นเองโดยผู้กำกับของเรื่องนี้) ที่เป็นคนนำพาสมาชิกทั้งหมดมาก็เปิดเผยให้เห็นทีมงานที่ทำหนังเรื่องนี้!
                ขอย้ำอีกครั้งว่า หนังเรื่องนี้จบลงด้วยการเปิดเผยให้เห็นทีมงานที่ทำหนังเรื่องนี้ ทั้งช่างภาพ คนถือไมค์บูม และคนจัดแสง ก่อนที่นักเล่นแร่แปรธาตุ (ผู้กำกับ) จะไล่ทุกคนให้ไปจากหุบเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เสีย และปิดท้ายด้วยประโยคสุดทรงพลังว่า "Real Life Awaits Us"
                แล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็นอันจบลง
มีอีกหลายเรื่องแต่2เรื่องข้างบนนี้แปลกสุดๆส่วนที่เหลืออยู่ระดับปานกลาง
3.Black swan
4.A beautiful mind
5.Aviator
6.Psycho
7.Inception
8.Good Will Hunting
9.Patch Adams
10.Ordinary People
11.The Soul Keeper
เขียนโดย GENTLEWOMEN ที่ 04:51 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)

คลังบทความของบล็อก

  • ▼  2015 (7)
    • ▼  กุมภาพันธ์ (7)
      • ทฤษฎี excitation transfer
      • ความรัก .. แท้จริงคือสารเคมี (ในสมอง)
      • จิตวิทยาการเลือกคู่ครอง
      • ความรักคืออะไร(แบบมีสาระ)
      • ดนตรีจิตวิทยาและมนุษย์นิยม
      • หนังสุดแปลกเชิงจิตวิทยาและศิลปะ
      • จิตวิทยาศิลปะ
บริษัทนี้ดี จำกัด ธีม. รูปภาพธีมโดย enot-poloskun. ขับเคลื่อนโดย Blogger.